หน้าแรก วัตถุมงคล
ร้านวรันณ์ธรจำหน่ายพระเครื่อง เหล็กน้ำพี้ ดาบเหล็กน้ำพี้ มีดเหล็กน้ำพี้ มีดหมอเหล็กน้ำพี้ เหล็กไหล เหล็กไหล7สี ไหลดำ ไหลเขียว ของเสน่ห์ ของเสน่ห์แรงๆ
ของเสน่ห์เขมร แก้วขนเหล็ก แก้วโป่งข่าม เพชรหน้าทั่ง ไม้งิ้วดำ ไม้พญางิ้วดำ ไม้กลายเป็นหิน ข้าวตอกพระร่วง พระเหล็กน้ำพี้ พระแร่เหล็กน้ำพี้ และเครื่องรางของขลังอีกมากมาย
รับสาย เช้า 8.00น.-17.30น.รับสายช่วงเช้า-เย็นโทร
087-7399336 , 089-8608818 , 087-8452061
รับสาย เย็น 17.30น. - 20.00 น. รับสายเฉพาะช่วงเย็นเบอร์นี้ โทร
084-8038208 คุณภัส One2call  ไอดีไลน์ @line55



@line55

พระผงสุพรรณ เปิดบูชาพระผงสุพรรณหน้าแก่ หน้าหนุ่ม หน้ากลาง พุทธคุณพระผงสุพรรณ

พระผงสุพรรณ
พระผงสุพรรณหน้าแก่ หน้าหนุ่ม หน้ากลาง

แบบที่ 1 พระผงสุพรรณ
รุ่น กฤษฎาภินิหาร โชคทรัพย์ไม่หมด บูชา 299 บาท
ด้านหน้า พระผงสุพรรณ ด้านหลังลายนิ้วมือ
พระปั้มมวลสารแบบลงรัก สีขาวคือรักน้ำเกลี้ยง , สีน้ำตาลคือรักดำทำเก่า  , สีดำคือรักดำทำเก่า  
องค์พระบรรจุมวลสารมากถึง 70 เปอร์เซนต์ต่อองค์ เป็นพระรุ่นที่เน้นมวลสารที่ดีมากที่สุด อกพระบรรจุพระบรมธาตุรวมสันฐานบรรจุเพิ่มให้ฟรี 
ความเชื่อ พระผงสุพรรณ พุทธคุณเน้นด้านเมตตาบารมี การเป็นผู้นำ น่าเกรงขาม คงกระพัน การมีโชค โภคทรัพย์ ความมีเสน่ห์ ขจัดทุกข์ ความสงบ หนักแน่น
รุ่นนี้เป็นรุ่นที่สร้างดีที่สุด  มวลสารศักดิ์สิทธิ์ บรรจุพระธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุ และพิธีพุทธาภิเษก ท่านลูกค้ากดดูรายละเอียดมวลสาร และพิธีพุทธาภิเษก 
กดดูที่ link >>> http://utdid.com/amulet/0001081.html


------------------
  สนใจสั่งทางไลน์ไอดี @line55  (มี@ด้วย)

หรือคลิกสั่งทางไลน์ ที่นี่ >>>  http://line.me/ti/p/%40line55

หรือโทรตามเบอร์โทรหน้าเว็บนี้ได้ทุกเบอร์

ดูโปรโมชั่นสั่งวัตถุมงคลได้ที่  คลิกที่นี่

ผู้จัดการร้านวรันณ์ธรโทร 084-8038208 คุณภัส

พนักงานรับสาย เช้า 8.00น.-17.30น. 
รับสายเช้า-เย็นโทร 087-7399336 , 089-8608818 , 087-8452061


สาเหตุที่เรียกว่า “ผงสุพรรณ” ก็เนื่องจากการค้นพบจารึกลานทองกล่าวถึงการสร้างจากผงว่านเกสรดอก
ไม้อันศักดิ์สิทธิ์  จึงได้รับการเรียกขานกันว่า “ผงสุพรรณ” เรื่อยมา  โดยสามารถจำแนกออกได้เป็น ๓ พิมพ์
       

        ๑.  พระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าแก่
        ๒.  พระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้ากลาง
        ๓.  พระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าหนุ่ม

        ศิลปะพระผงสุพรรณมีความสัมพันธ์กับศิลปะพระพุทธรูปประเภทหนึ่ง ได้แก่  พระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง  เนื่องมาจากแหล่งต้นกำเนิดของพระผงสุพรรณอยู่ในบริเวณที่เป็นศูนย์กลางของศิลปะทางศาสนาที่เรียกว่า ศิลปะอู่ทองประการหนึ่ง  นอกจากนี้ ลักษณะการแบ่งแม่พิมพ์พระผงสุพรรณยังจำแนกและเรียกชื่อแม่พิมพ์ตามพุทธลักษณะของพระพุทธรูปอู่ทอง  ซึ่งได้แก่  พิมพ์หน้าแก่  พิมพ์หน้ากลาง  และพิมพ์หน้าหนุ่ม  อีกด้วย

        ในความเป็นจริงแล้วศิลปะอู่ทองเป็นศิลปะแห่งการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมัยทวาราวดีกับสมัยขอมหรือเขมร  ต่อมาช่วงหลังได้ผสมผสานศิลปะของสุโขทัยเข้าไปด้วย  จนกลายเป็นพุทธศิลปะที่เกิดจากการผสมผสานโดยมีอายุตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖  จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่  ๑๙  กล่าวคือ  เมื่อสิ้นยุคทวาราวดีขอมได้มีอำนาจ  ในดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  แต่ศิลปกรรมแห่งทวาราวดียังคงสืบทอดต่อเนื่อง โดยผสมผสานศิลปะของขอมเข้าไป ก่อนที่สุโขทัยจะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจรัฐและความเจริญทางด้านพุทธศาสนาต่อเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา  ศิลปะอู่ทองเดิมจึงผสมผสานกับศิลปะสุโขทัยอีกชั้นหนึ่ง  ซึ่งเราอาจแยกประเภทศิลปะของอู่ทองได้ดังนี้
        ๑. ศิลปะอู่ทองยุคแรก  มีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘  ศิลปะจะเป็นแบบผสมผสานระหว่างศิลปะทวาราวดีกับศิลปะขอม สามารถจำแนกออกเป็น
           -  ศิลปะอู่ทอง สกุลช่างลพบุรี  รู้จักกันในชื่อ “อู่ทองเขมร”  “อู่ทอง-ลพบุรี” หรือ “อู่ทอง-ฝาละมี”
           -  ศิลปะอู่ทอง สกุลช่างสุพรรณบุรี รู้จักกันในชื่อ “อู่ทอง-สุวรรณภูมิ” มีลักษณะคล้ายมนุษย์มาก ท่างดงามสุดยอด จะเรียกตามภาษาวงการพระว่า “สันแข้งคางคน”
        ๒. ศิลปะอู่ทองยุคที่สอง มีอายุอยู่ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙  ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ศิลปะจะผสมผสานระหว่างศิลปะอู่ทองยุคแรกกับศิลปะสุโขทัย  ช่างสมัยจะคาบเกี่ยวกันระหว่างศิลปะสุโขทัยจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น รู้จักกันในชื่อ “อู่ทอง-อยุธยาตอนต้น” 

        ๓.  ศิลปะอู่ทองยุคที่สาม มีอายุอยู่ในราว พ.ศ.๑๙๕๒ - ๑๙๙๑  อยู่ในช่วงสมัยสมเด็จพระนครินทราชา  สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) จนถึงต้นรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ  ศิลปะจะได้รับอิทธิพลของอยุธยามากขึ้น (จากการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณข้างศาลาหลวงพ่อเหย ด้านทิศตะวันตกห่างจากองค์ปรางค์ประธาน  ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้  ๓๐ เมตร  พบแม่พิมพ์พระดินเผา  ขนาดกว้าง  ๓  ซ.ม.  สูง  ๔๒  ซ.ม.  เป็นแม่พิมพ์พระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าแก่แต่ท่อนล่างหกชำรุด)

พุทธเอกลักษณ์พระผงสุพรรณ
 
    พระผงสุพรรณ เป็นพระเครื่องที่พบในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  จ.สุพรรณบุรี  เป็นพระเครื่องเนื้อดินเผา  จำลองพุทธลักษณะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในลักษณะการปางมารวิชัย  แบ่งแยกแม่พิมพ์ได้เป็นพิมพ์หน้าแก่  พิมพ์หน้ากลาง  และพิมพ์หน้าหนุ่ม  (สมัยโบราณเรียกพิมพ์หน้าหนู)  องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัย  บนฐานเชียงชั้นเดียว  พระเกศคล้ายฝาละมี  มีกระจังหน้า  พระพักตร์เคร่งขรึม พระนาสิกหนาใหญ่  พระอุระหนา ส่วนพระการทอดเรียว  แสดงออกถึงศิลปะสกุลช่างอู่ทองที่เน้นความละม้ายคล้ายคลึงกับมนุษย์มากที่สุด  ด้วยเหตุนี้  เมื่อพบพิมพ์พระ  ๓  ประเภท จึงเรียกชื่อตามลักษณะพระพักตร์และตามศิลปะสกุลช่างแห่งพระพุทธรูปที่พระพักตร์เหี่ยวย่นเหมือนคนแก่  เรียกว่า พิมพ์หน้าแก่  ที่พระพักตร์อิ่มเอิบเรียวเล็ก  ปราศจากรอยเหี่ยวย่น  เรียกว่าพิมพ์หน้าหนุ่ม

    พระผงสุพรรณนั้นปรากฏตามจารึกลานทองกล่าวถึงการสร้างว่า  “……..พระฤๅษีทั้งสี่ตนจึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย  พระฤๅษีจึงอัญเชิญเทวดามาช่วยกันทำพิธีเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี  ศรีสารีบุตรคือ  เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น ได้เอาแร่ต่าง ๆ  มีอานุภาพต่างกัน  เสกด้วยมนต์คาถาครบ  ๓  เดือน แล้วท่านให้เอาไปประดิษฐ์ไว้ในสถูปแห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม… ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวมานี้  พระว่านก็ดี  พระเกสรก็ดี ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี……”

    ความหมายจากจารึกลานทองได้กล่าวถึงประเภทของพระผงสุพรรณไว้  ๒  ชนิด ได้แก่ พระเนื้อดินที่มีส่วนผสมจากว่านและเกสรต่าง ๆ  โดยเป็นพระเนื้อดินเผาตามกรรมวิธีการสร้างพระพิมพ์สมัยโบราณ สีพระผงสุพรรณจึงเป็น “สถานหนึ่งดำ  สถานหนึ่งแดง”  และอีกชนิดหนึ่งได้แก่  พระผงสุพรรณที่ทำจากแร่ธาตุโลหะซึ่งเรียกตามจารึกว่า “ได้เอาแร่ต่าง ๆ มีอานุภาพต่างกัน….ถ้าผู้ใดพบพระ…..ทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี”  ซึ่งหมายถึงพระผงสุพรรณเนื้อชินที่รู้จักกันในชื่อ  “พระผงสุพรรณยอดโถ”

    สำหรับพระผงสุพรรณเนื้อดินนั้น  เป็นพระเครื่องที่มีส่วนผสมวัสดุมวลสารจากดินละเอียด ว่าน และเกสรต่าง ๆ  คนโบราณเรียกว่า  “พระเกสรสุพรรณ”  จะสังเกตได้ว่าเนื้อดินของพระผงสุพรรณเป็นเนื้อดินค่อนข้างละเอียด  หากเปรียบเทียบกับพระนางพญากรุวัดนางพญา  จ.พิษณุโลก  แล้วจะเห็นว่าเนื้อพระผงสุพรรณจะละเอียดกว่า  แต่ไม่ละเอียดมากเหมือน  พระรอดกรุวัดมหาวัน  จ.ลำพูน  ซึ่งดินที่ใช้เป็นดินในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี  ซึ่งดินแต่ละที่จะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน  สำหรับปัญหาที่ว่า  หากผสมว่านเมื่อพระผ่านการเผา  มวลสารของว่านจะไม่สามารถทนอุณหภูมิความร้อนได้  ต้องย่อยสลายไปนั้น  หากพิจารณาแล้วในองค์พระผงสุพรรณก็ไม่ปรากฏโพรงอากาศอันเกิดจากการย่อยสลายของเนื้อว่าน  แต่อย่างใดนั้น ต้องพิจารณาถึงกรรมวิธีการสร้างพระของโบราณาจารย์เป็นสำคัญว่า  มีหลายวิธี  วิธีประการหนึ่งซึ่งพบหลักฐานในการนำว่านผงเกสรมงคล  ๑๐๘  มาเป็นวัตถุมงคลในการสร้างพระ  ได้แก่ การนำหัวว่านมงคลต่าง ๆ มาคั้นเอาน้ำว่านเป็นส่วนผสมเข้ากับมวลสารอื่น ๆ ซึ่งจะพบว่าพระผงสุพรรณนั้นมีความหนึกนุ่ม  และซึ้งจัด  หากได้โดนเหงื่อโคลนแล้ว ยิ่งขึ้นเป็นมันเงางามอย่างที่คนโบราณเรียกว่า  “แก่ว่าน”  ซึ่งได้แก่การคั้นน้ำว่านผสมลงไป  ดังนั้น  เมื่อผ่านการเผาจึงมิได้เกิดการย่อย สลายของเนื้อว่าน

    เนื่องจากพระผงสุพรรณเนื้อดินเป็นพระที่ผ่านการเผาไฟ  สีสันขององค์พระจึงเป็นเฉกเช่นเดียว  กับพระเนื้อดินที่ผ่านการเผาประเภทอื่น ๆ คือ มีตั้งแต่สีเขียวที่ถูกเผาในอุณหภูมิสูงและนานที่สุด สีแดง  สีมอย  สีน้ำเงินเข้ม สีเทา  ไปจนถึงสีดำ

    การสร้างพระพิมพ์เนื้อดินเผา  มีมาแต่สมัยโบราณโดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีการสร้างควบคู่มากับเทคนิคการทำเครื่องปั้น  ดินเผา โดยเฉพาะดินแดนประเทศไทยนั้น พบพระพิมพ์ดินเผาตั้งแต่ยุคทวาราวดีเรื่อยมา  ในศิลาจารึกหลักที่  ๒ วัดศรีชุม ซึ่งจารึกโดยพระมหาเถรศรีศรัทธา (พ.ศ. ๑๘๙๐ - ๑๙๑๗)  ได้กล่าวถึงปาฏิหารย์ของพระเกศธาตุโดย  เปรียบเทียบกับการเผาดินโดยแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีในการควบคุมอุณหภูมิดังความว่า “พระเกศ ธาตุเสด็จมี  หมู่หนึ่งซีดัง  สายฟ้าแลบดังแถวน้ำแล่นในกลางหาวอัศจรรย์  สิ่งหนึ่งเห็นตะวันออกเขียวดังสูงเผาหม้อเผาไห”  ซึ่งจากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า  สีของเปลวไฟที่ออกเป็นสีเขียว  จะต้องมอุณหภูมิถึง  ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐  องศาเซนเซียส  ซึ่งจะกระทำได้เมื่อมีเทคโนโลยีการสร้างเตาเผา การให้ความร้อนและการควบคุมอุณหภูมิอย่างดีเยี่ยม 

การเผาเนื้อดินของพระผงสุพรรณ เป็นการเผาที่ควบคุมอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอและเผาในอุณหภูมิสูงโดย  ใช้เทคโนโลยีในการเผาเช่นเดียวกัน การทำเครื่องปั้นดินเผา  โดยเฉพาะในบริเวณแถบสุพรรณบุรี-สิงห์บุรี  ปรากฏแหล่งเตาเผาที่แสดงถึงเทคโนโลยีชั้นสูงที่บ้านบางปูน สุพรรณบุรีและเตาแม่น้ำน้อยฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน้อยวัดพระปรางค์  อ.ชันสูตร  สิงห์บุรี  ซึ่งมีอายุในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้น  จนถึงรัชสมัยพระนครินทราชา

    การเผาโดยวิธีควบคุมอุณหภูมิส่งผลให้พระผงสุพรรณมีสภาพความแกร่งคมชัด  ไม่หักเปราะง่าย  แม้จะผ่านกาลเวลาเป็นนาน คนโบราณ  จะใช้วิธีสังเกตสีของเปลวไฟที่ลุกไหม้  เป็นหลักในการควบคุมอุณหภูมิการเผาจากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า
    -  ไฟที่มีสีแดงจัดจ้า อุณหภูมิประมาณ  ๘๐๐  องศาเซนเซียส
    -  ไฟที่มีสีแดงธรรมดา  อุณหภูมิประมาณ  ๘๘๐  องศาเซนเซียส
    -  ไฟสีส้ม อุณหภูมิประมาณ  ๙๕๐ - ๑๑๐๐  องศาเซนเซียส
    -  ไฟสีนวล  อุณหภูมิประมาณ ๑,๓๐๐  องศาเซนเซียส
    -  ไฟสีเขียว  อุณหภูมิประมาณ  ๑,๓๐๐ - ๑,๔๐๐  องศาเซนเซียส

    พระผงสุพรรณ  จะใช้วิธีการเผา  โดยควบคุมอุณหภูมิที่  ๑๑๐๐ - ๑๓๐๐ องศาเซนเซียส  องพระจะแกร่งส่วนใหญ่จะมีสีแดง  ส่วนสีอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับการถูกความร้อนมาก - น้อย ต่าง ๆ กัน ดังนั้นพระผงสุพรรณจึงเป็นพุทธปฏิมากรดินเผาที่แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นในการเผาพระพิมพ์อย่างมีคุณภาพ

    เอกลักษณ์ประการหนึ่งของพระผงสุพรรณก็คือ  ด้านหลังองค์พระจะมีลอยลายนิ้วมือซึ่งเป็นการกดเมื่อนำดินใส่ลงในแม่พิมพ์ในจารึกลานทองกล่าวไว้ว่า “ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน  พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี  ศรีสารีบุตร  คือ  เป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั่น”  ลายมือที่ปรากฏจะเป็นลายนิ้วมือ หัวแม่โป้งแบบ “ก้นหอย”  ขนาดใหญ่  ซึ่งเป็นลักษณะลายมือของคนโบราณ ส่วนการตัดขอบ  นั้นมักจะตัดเป็นรูปตามองค์พระด้านฐานผายกว้าง  ด้านบนสอบเข้า  โดยเฉพาะขอบข้างพระเศียรอาจตัดเป็นเหลี่ยม  มุมทำให้กรอบพระผงสุพรรณมีห้าเหลี่ยมบ้าง  สี่เหลี่ยมบ้าง  ไม่สู้จะเสมอเหมือนกัน

เอกลักษณ์ในแม่พิมพ์
 
         แม่พิมพ์มีความสำคัญในการพิจารณาพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง  พุทธเอกลักษณ์ของแม่พิมพ์  นอกจากจะแสดงถึงศิลปะของสกุลช่างที่ปรากฏยังเป็นสิ่งพิสูจน์ความแท้-เทียมขององค์พระ  การแกะสลักแม่พิมพ์ไม่ว่าจะเป็นหินสบู่  หินชนวน  หรือแม่พิมพ์ดินเผา  จะเป็น “ต้นแบบ”  ที่ยากจะทำเลียนแบบได้  หากนำองค์พระไปถอดพิมพ์เพื่อทำพิมพ์ใหม่  องค์พระจะมีขนาดเล็กลง  ซึ่งในสายตาผู้ชำนาญการจะสังเกตได้ จุดสังเกตที่ภาษานักสะสมพระเรียกว่า “จุดตาย”  นั้นก็คือเอกลักษณ์หรือตำหนิในแม่พิมพ์  โดยเฉพาะส่วนลึกที่สุดขององค์พระ จะเป็นส่วนสูงที่สุดของแม่พิมพ์ซึ่งไม่คลาดเคลื่อนไม่ว่าพระองค์นั้นจะกดลึกหรือกดตื้น  แต่ตำหนิสำคัญก็จะคงอยู่ สำหรับพระผงสุพรรณนั้น  สามารถแยกแม่พิมพ์ออกเป็น  ๓  แบบด้วยกันคือ  พิมพ์หน้าแก่  พิมพ์หน้ากลาง  และพิมพ์หน้าหนุ่ม

    พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ นั้นเป็นพระพิมพ์เนื้อดินเผาศิลปะอู่ทอง ประทับนั่งปางมารวิชัย  บานฐานเชียง  พระพักตร์มีเค้าความเหี่ยวย่น  คล้ายคนชราภาพ  เป็นที่มาของชื่อ  “พิมพ์หน้าแก่”  ซึ่งมีจุดสังเกตดังนี้
    -  พระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าแก่  มีเพียงแม่พิมพ์เดียว  สาเหตุที่ดูเผิน ๆ  แตกต่างกันนั้น  เนื่องมาจากการผ่านการเผา  ทำให้ได้รับความร้อนไม่เท่ากัน  ส่งผลให้ขนาด  สีสัน วรรณะ  การหดตัวไม่เท่ากัน นอกจากนี้การตัด  การบรรจุกรุ  สภาพการใช้ยังส่งผลต่อการพิจารณาพระผงสุพรรณด้วย
    -  พระเนตรด้านซ้ายขององค์พระยาวรีลึก  ปลายพระเนตรตวัดขึ้นสูงกว่าพระเนตรด้านขวา
    -  พระนาสิกหนาใหญ่  สองข้างมีร่องลึกลงมารับพระโอษฐ์ ซึ่งแย้มเล็กน้อย
    -  พระกรรณขวาขององค์พระจะขมวดคล้ายมุ่นมวยผม  ไรพระศกทอดยาวลงมามากกว่าพระกรรณด้านซ้าย
    -  เกือบบนสุดของพระกรรณขวามีร่องลึก เหมือนร่องหู และพระกรรณด้านบนเหนือร่องจะหนาใหญ่โค้งคล้ายใบหูมนุษย์
    -  ด้านในของพระกรรณซ้ายจะมีเม็ดผดคล้ายเมล็ดข้าวสารวางสลับไปสลับมาเรื่อยมาถึงปลายพระกรรณ
    -  พระอุระใหญ่ก่อนจะคอดกิ่วมาทางพระนาภีคล้ายหัวช้าง
    -  ระหว่างพระอุระกับพระอังสะซ้ายขององค์พระเว้าลึกปรากฏเป็นรอยสามเหลี่ยม
    -  มีเส้นบาง ๆ ลากผ่านเหนือพระอังสะซ้ายไปจรดขอบนอกพระอุระด้านซ้ายปลายเส้นปรากฏเม็ดผดเล็ก ๆ ขึ้นเรียงรายได้ราวนมซ้าย
    -  พระหัตถ์ซ้ายหนาใหญ่อยู่กึ่งกลางลำพระองค์  ปลายพระหัตถ์ไม่จรดพระกรขวา  เหมือนพิมพ์หน้ากลาง  มองเห็นร่องพระหัตถ์ชัดเจน
    -  ข้อพระกรขวาขององค์พระด้านในเว้าลึก

    พระผงสุพรรณพิมพ์หน้ากลาง  มีพุทธลักษณะเนื้อหาทรวดทรงสัณฐานเช่นเดียวกับพระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าแก่แต่เค้าพระพักตร์จะไม่เคร่งขรึมเหี่ยวย่นเหมือนพิมพ์หน้าแก่  ดูอิ่มเอิบสดใส  คล้ายหน้าหนุ่มที่ไม่สูงวัยมาก  และจะมีแม่พิมพ์เพียงพิมพ์เดียว  มีลักษณะที่น่าสังเกตดังนี้
    -  พระพักตร์อิ่มเอิบ  ไม่เหี่ยวย่นชราภาพเหมือนพิมพ์หน้าแก่
    -  พระเนตรทั้งสองข้างไม่จมลึกเท่าพิมพ์หน้าแก่  ปลายพระเนตรด้านซ้ายขององค์พระตวัดเฉียงขึ้นเล็กน้อย  หากพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่ารูปพระพักตร์ระหว่างพระเนตรทั้งสองข้างวางได้ระดับเท่ากันทั้งสองข้างไม่เอียงเหมือนพิมพ์หน้าแก่
    -  พระกรรณทั้งสองข้างจะเป็นเส้นเอียงลงตามเค้าพระพักตร์และมีความยาวเกือบเท่ากันทั้งสองข้าง
    -ในองค์ที่ติดพิมพ์ชัด  ปลายพระกรรณขวาขององค์พระจะเรียวยาวคล้ายจงอยที่ปลายงอเข้าหาด้านในเล็กน้อย  ส่วนปลายพระกรรณซ้ายขององค์พระจะแตกเป็นหางแซงแซว
    -  พระอุระผายกว้างและสอบเพรียวตรงพระนาภีดูคล้ายหัวช้าง
    -  พระหัตถ์ซ้ายวางที่หน้าตัก  แต่ให้สังเกตปลายพระหัตถ์ก็จะยาวยื่นไปเกือบชนลำพระกรขวาขององค์พระ  ซึ่งจะแตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้าหนุ่ม
    -  ข้อพระกรขวาเว้าลึกอย่างเห็นได้ชัด
    -  ในองค์ที่ติดชัดข้างฝ่าพระหัตถ์ขวามีติ่ง  เนื้อเกินเล็ก ๆ วิ่งจากโคนนิ้วขึ้นด้านบน

    พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าหนุ่ม เป็นพิมพ์ที่มีความลึก  คมชัดเป็นอย่างยิ่ง  ดูจากสภาพองค์พระที่ปรากฏจะเห็นลักษณะการถอดออกจากแม่พิมพ์ค่อนข้างยากกว่าพระผงสุพรรณพิมพ์อื่น  เหตุเพราะแม่พิมพ์มีความลึกมากเป็นพิเศษ ดังนั้น  จึงพบองค์สภาพสมบูรณ์น้อยมาก  พระพักตร์จะดูอ่อนเยาว์  สดใสและเรียวเล็กกว่าพิมพ์อื่น สมัยโบราณเรียกว่า “พิมพ์หน้าหนู”  ซึ่งพระผงสุพรรณ  พิมพ์หน้าหนุ่มนี้มีแม่พิมพ์เดียว มีข้อสังเกตดังนี้
    -  พระพักตร์ดูอ่อนเยาว์  สดใส  แตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้ากลางอย่างเห็นได้ชัด
    -  พระเนตรทั้งสอข้างอยู่ในระนาบเดียวกัน  ปลายพระเนตรซ้ายขององค์พระ  ยกเฉียงขึ้นเล็กน้อย
    -  พระนาสิกหนาใหญ่ตั้งเป็นสัน
    -  ริมพระโอษฐ์หนา
    -  พระกรรณจะแตกต่างจากพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้ากลาง  กล่าวคือ  ตั้งขึ้นเป็นสันแนบชิดกับพระพักตร์และยาวลงมาเกือบจรดพระอังสะทั้งสองข้าง



@line55

แจกฟรีหลวงปู่ทวดทรงพญานาค1องค์คลิกที่นี่